ผี! ห้องดับจิต

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นดิฉันอายุประมาณ 18-19 ปี ดิฉันนับว่าเป็นเด็กแก่นแก้วคนหนึ่งมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยกลัวอะไร นิสัยของดิฉันเหมือนเด็กผู้ชาย ชอบปีนป่ายต้นไม้เล่นโดยเฉพาะต้นไม้ที่มีผลให้กินได้ อย่าง มะม่วง ชมพู่ หรือแม้กระทั่งมะขาม ก็ชอบอาสาที่จะปีนขึ้นไปเก็บผลของมัน โยนลงมาให้เพื่อนๆที่รอรับอยู่ข้างล่าง ส่วนตัวของดิฉันก็เก็บไปกินไปอยู่บนต้นนั่นเอง

นิสัยแก่นแก้วแสนซนของดิฉันติดตัวมาจนถึงรุ่นสาวจนกระทั่งสอบเข้าเรียนที่วิทยาลัยพยาบาลประจำจังหวัดได้ นิสัยนั้นก็ยังไม่หาย ยังชอบปีนป่ายต้นไม้อยู่เหมือนเดิม วิทยาลัยพยาบาลแห่งนี้อยู่ติดกับโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่งโดยมีรั้วกั้น ริมรั้วในโรงพยาบาลจะมีต้นมะม่วงขึ้นเรียงไปตามแนวรั้ว มีประตูเล็กๆเปิดเข้าออกระหว่างวิทยาลัยกับโรงพยาบาล



รั้วที่กั้นก็เป็นรั้วปูนที่มีช่องโหว่ของรั้วด้านบน ต้นมะม่วงก็จะปลูกเรียงรายไปจนถึงตึกโบ้ย (ดับจิต) ซึ่งอยู่ถัดจากโรงอาหารไป เมื่อถึงเวลาเรียน พวกนักเรียนพยาบาลก็จะเดินเข้าทางประตูเล็ก เดินผ่านทางโรงอาหารไปจนถึงตึกโบ้ย และถัดตึกโบ้ยไปก็จะมีต้นมะม่วงอยู่ประมาณ 7-8 ต้น ที่กำลังออกผลอ่อนที่เห็นแล้วชวนให้น้ำลายไหลยิ่งนัก ทางที่จะผ่านไปตึกโบ้ยนั้น ตอนกลางวันก็ไม่ได้ดูลึกลับอะไร ส่วนในตอนกลางคืนจะเปิดไฟไว้สว่างทังคืน จึงมองดูไม่น่ากลัวเท่าไหร่สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าตึกนั้นเป็นตึกเก็บศพ แต่คนที่รู้ก็ไม่ค่อยมีใครกล้าเดินผ่านเลย เพราะเคยมีคนเล่าว่า ยามที่โรงพยาบาลเคยเจอ ดีตอนที่เดินตรวจช่วงกลางคืน และก็มีอีกหลายคนที่บอกว่าเคยเจอผีแถวๆนั้น แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ก็คงจะมีการเสริมเติมแต่งเรื่องกันขึ้นมาบ้างล่ะ

แล้วเรื่องที่ทำให้ดิฉันสงสัยว่าจริงหรือไม่ก็เกิดขึ้น ทำให้ดิฉันหายสงสัยไปได้ในคืนหนึ่ง...

อย่างที่บอกไปแล้วว่า ต้นมะม่วงที่ข้างตึกโบ้ยกำลังมีผลอ่อนที่กำลังเหมาะ สำหรับทำน้ำปลาหวานเป็นอย่างมาก กำลังขาวสะพรั่งท่ามกลางแสงไฟในตอนกลางคืนที่ส่องกระทบลูกมะม่วงที่มีอยู่เต็มต้น ล่อตาล่อใจเป็นอย่างยิ่ง และดิฉันซึ่งไม่ใช่เป็นคนกลัวผีอยู่แล้ว ก็ไม่คิดกลัวในตอนนี้อีกเหมือนกัน ก็ได้ชักชวนเพื่อนใจกล้าอีกสองคน อาสาพากันไปเก็บมะม่วงที่ข้างตึกโบ้ยนั้น>>
ตอนขาไปก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกดิฉันรีบเก็บมะม่วงใส่ถุงกัน โดยดิฉันเป็นคนปีนอยู่บนต้นเหมือนเช่นเคย ด้วยความกลัวว่ายามจะมาตรวจพบเข้า ก็รีบลนลานเด็ดมะม่วงมาทั้งช่อโดยที่ไม่ได้เลือกลูกแก่ลูกอ่อนเลย พอได้มากพอสมควรแล้ว ดิฉันกับเพื่อนก็รีบกลับมาทางเดิม

แต่คราวนี้มันไม่เงียบเหมือนตอนขามา ... เมื่อเดินผ่านประตูห้องดับจิตมาได้ประมาณไม่กี่ก้าว

...โครม!!!...

เสียงนั้นดังลั่นมาจากในห้องดับจิต พวกดิฉันสะดุ้งสุดตัว หันไปดูพร้อมกัน พบว่าประตูด้านหลังของห้องดับจิตแง้มอยู่ ก็เลยสงสัยว่าใครเข้ามาทำอะไรในห้องนั้นยามค่ำคืน เพราะปกติประตูห้องดับจิตจะเปิดเฉพาะเวลาเจ้าหน้าที่นำศพมาเก็บเท่านั้น

หรือจะมีคนไข้เสียชีวิตแล้วเจ้าหน้าที่กำลังนำศพมาเห็บ แต่ทำไมในห้องนั้นจึงไม่เปิดไฟ ช่วงนั้นก็เป็นเวลา 4 ทุ่มกว่าแล้ว หรือว่าจะเป็นขโมย...

ดิฉันกับเพื่อนใจกล้า หันมามองหน้ากัน แล้วดิฉันก็บอกกับเพื่อนว่า
"ไปดูกันหน่อยดีกว่า"

แล้วดิฉันก็เดินนำหน้าไปที่ประตูห้องดับจิต แล้วลองเปิดแง้มดูกับเพื่อน กวาดสายตามองเข้าไปในนั้น ภายในห้องมีไฟดวงเล็กๆ เปิดอยู่ตรงกลางห้อง แต่ก็ไม่เห็นอะไร เห็นแต่เงาตะคุ่มๆของศพที่นอนอยู่บนเตียง 2-3 ศพเท่านั้น
"ไม่เห็นมีอะไรเลย"

ดิฉันบอกกับเพื่อนพร้อมทั้งปิดประตูไว้ตามเดิม แต่งับจนปิดสนิทเผื่อว่ามีลมพัดจะได้ไม่ต้องส่งเสียงดังให้ใครตกใจอีก เมื่อพากันเดินออกมาได้ประมาณ 10 เมตร ดิฉันก็มีความคิดพิเรนเกิดขึ้นตามนิสัยเดิมในสมัยเด็ก ดิฉันจึงได้บอกให้เพื่อนหยุดเดิน แล้วดิฉันก็กางขาออก ก้มหน้าลงไปมองลอดหว่างขาของตัวเองไปทางด้านหลัง

"คุณพระช่วย!!!..." ดิฉันอุทานออกมาอย่างตกใจ และคิดไม่ถึงว่าดิฉันจะได้พบได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น มันน่าสะพรึงกลัวมาก ดิฉันเห็นวิญญาณของคนตายแถวหน้าประตูห้องดับจิต มากมายเหลือเกิน ลอยวูบไปมา บ้างก็ร้องโหยหวนชวนขนลุก แต่ละวิญญาณอยู่ในสภาพที่น่ากลัว สยดสยองตามสภาพก่อนที่พวกเขาจะเสียชีวิต

ดิฉันถึงกับหน้าทิ่มลงกับพื้นสนามนั่นเอง เพื่อนอีกสองคนรีบพยุงดิฉันขึ้นมาจากพื้นด้วยความตกใจ

"เป็นอะไรไปนิด...หน้ามืดเป็นลมหรอ..."
เพื่อนถามดิฉันด้วยความหวังดี ดิฉันมองหน้าเพื่อนทั้งสองคนแล้วพูดได้คำเดียวว่า

"ผีหลอก..." เท่านั้นเอง ต่างคนต่างทิ้งถุงมะม่วงโกยอ้าวทันที
รุ่งขึ้นเช้า ดิฉันถึงกับเป็นไข้ จนเพื่อนต้องพามาหาหมอที่โรงพยาบาล กว่าจะหายจากไข้ก็หลายวันทีเดียว เล่นเอาดิฉันเข็ดไปเลยกับเรื่องพวกนี้ ไม่ขอลองอะไรพิเรนๆอีกเป็นอันขาด

หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ดิฉันก็ลดความแก่นแก้วลงจนอาจารย์แปลกใจ ดิฉันกลายเป็นผู้หญิงสาวเต็มตัว เหมือนกับเพื่อนๆ แทบไม่เหลือเค้าคนเดิมให้ใครเห็น และขอรับรองได้เลยว่า เรื่องที่ดิฉันเล่ามานี้เป็นความจริงทุกอย่างจึงขอเตือนเพื่อนๆไม่ว่าทั้งหญิแงละชายที่ชอบลองของแบบนี้ อย่าได้ลองเล่นอะไรพิเรนแบบนี้เป็นอันขาด เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาล้อเล่นเลย

"นิติยา เสนาพิทักษ์"
ต.ห้วยโรง อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี

ref palungjit.com

Comments

Popular posts from this blog

สัมภเวสี

เรือสำเภาทองคำ ข้างวัด

แพซุงหน้าโรงเลื่อย